วันอังคารที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2560

JCB จับมือ DKSH บุกตลาดก่อสร้างไทย

                        
 JCB จับมือ DKSH บุกตลาดก่อสร้างไทย

            2 3 ปีที่ผ่านมาทิศทางของการก่อสร้างในแถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นในสายตาของผู้ประกอบการต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศทางแถบยุโรปโดยมองว่าภูมิภาคแถบนี้เริ่มมีการพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐาน เกี่ยวกับสาธารณูปโภคต่าง ๆ มากขึ้นหลายมิติ การก่อสร้างทุกระบบขยายตัวอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเครื่องก่อสร้างที่มีเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับงาน ทั้งงานพื้นฐานและงานที่ต้องใช้เทคนิคระดับสูง ปัจจุบันเริ่มความสนใจในประเทศในแถบภูมิภาคนี้  ผู้ประกอบทุกมุมโลก เริ่มมองว่าถ้า ขยายการลงทุนมาอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ น่าจะมีอนาคต



คุณ ทอม คอร์เนล  Mr.Tom Cornel
            ประเทศไทย ก็เป็นประเทศที่ผู้ประกอบการ มองว่าน่าจะเป็นศูนย์กลาง ในฐานก็ขยายธุรกิจก่อสร้างได้ ดี รวมทั้งทั้งผู้ผลิต และผู้จัดจำหน่ายเครื่องจักรกลในการก่อสร้าง ต่างก็สนใจที่จะขยายตลาดโดยเฉพาะ ปัจจุบันในประเทศไทยเอง ก็มีการก่อสร้าง Mega Project หลายโครงการ ทั้งการก่อสร้างขนาดเล็กและขนาดใหญ่ก็เกิดขึ้นอย่างมากมาย ที่เป็นไปตามนโยบายของทางภาครัฐ ในขณะเดียวกันประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา  พม่าประเทศ ลาว  ประเทศมาเลเซีย และหลายประเทศในภูมิภาคนี้ ก็เริ่มที่จะมีการพัฒนาทางด้านการก่อสร้าง อยู่ในแผนแม่บทในการพัฒนาประเทศของตนเองทั้งสิ้น ดังนั้นบริษัทต่างๆไม่ว่าจะเป็นในแถบทวีปยุโรปก็ดี บริษัทต่าง ๆที่อยู่ในแถบเอเชีย ต่างก็มองเห็นว่าการทำตลาดทางด้านการก่อสร้างในแถบภูมิภาคนี้ย่อมมีอนาคตที่สดใสอย่างแน่นอน



คุณ ทอม คอร์เนล  Mr.Tom Cornel


เมื่อไม่นานมานี้บริษัท JCB ผู้ผลิตเครื่องจักรก่อสร้างรายใหญ่ จากประเทศอังกฤษ ได้ขยายธุรกิจการก่อสร้างมาตั้งฐานมั่นอยู่ในประเทศไทยและได้ร่วมมือกับบริษัท DKSH โดยตกลงกันเป็นพันธมิตรกันเข้ามาทำตลาดก่อสร้างในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
            คุณทอม คอร์เนล (
Mr.Tom Cornel)  กรรมการผู้จัดการ ภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Managing Director)  ของบริษัท เจซีบี เอเชียตะวันออกเฉียงใต้  สาขาประเทศไทย ได้เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือ กับ บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด ให้เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายเครื่องจักรก่อสร้าง ในประเทศไทย และได้เตรียมความพร้อมเพื่อทำตลาดประเภท เครื่องจักรกลก่อสร้างในประเทศไทยอย่างเต็มศักยภาพ  และได้ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวเดินตลาดก่อสร้าง โดยมีคุณ จารึก มีขันทอง รองประธานอำนวยการ หน่วยธุรกิจเทคโนโลยี ประเทศไทยและ คุณ อุดมศักดิ์ หงส์ทองผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป สายธุรกิจเครื่องมือสำหรับงานโครงสร้างพื้นฐาน หน่วยธุรกิจเทคโนโลยี  ซึ่งเป็นตัวแทนของ DKSH  ได้ร่วมกันเปิดเผยถึงความร่วมมือ และแนวทางการทำตลาด และบริการเครื่องจักรกลก่อสร้าง โดยเฉพาะ รถขุด รถตัก  และบริการหลังการขายในงานก่อสร้าง




คุณทอม คอร์เนล (Mr.Tom Cornel) จาก JCB ได้กล่าวอย่างน่าสนใจว่า  
            JCB  ได้เข้ามาทำการตลาดในประเทศแถบเอเชีย และมีเป้าหมายอยู่ที่ประเทศไทย JCB เป็นบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์ของเราเป็นเครื่องจักรกลขนาดเล็ก และเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ และอื่น ๆ อีกมากมาย เราได้เข้ามาร่วมมือเป็นพันธมิตรกับบริษัท DKSH ให้เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายเครื่องจักรให้กับเรา ซึ่ง DKSH ได้ทำธุรกิจประเภทนี้ในแถบประเทศเอเชียมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะประเทศไทยจะมีความคุ้นเคยเป็นอย่างมาก  ผลิตภัณฑ์ของ JCB  มีมานำเสนอในตลาดเมืองไทย มีอย่างครบถ้วน มี เครื่องจักรก่อสร้างทุกชนิด ที่สามารถรองรับ กลับการทำการตลาด และอุตสาหกรรมก่อสร้างทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ ผมมีความดีใจ มีความภูมิใจมากที่มาได้ร่วมมือกับบริษัท DKSH  ซึ่งตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมาเรามีการขายที่ดีเยี่ยม มียอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องจักรกลก่อสร้างมากกว่า 150 เครื่อง  แล้ว



กลยุทธ์ทางการตลาดที่จะนำมาใช้ทำตลาดก่อสร้างในประเทศไทยมีอะไรบ้าง
            คุณจารึก คุณ จารึก มีขันทอง   รองประธานอำนวยการหน่วยธุรกิจเทคโนโลยี ประเทศไทย
บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด หรือ
 DKSH ได้กล่าวว่า กลยุทธ์การทำตลาดของเรา ที่ร่วมมือกับทาง JCB นั้นเราจะเน้นเครื่องจักรกลก่อสร้างที่ใช้งานง่าย และเป็นเครื่องจักรอเนกประสงค์ ประการต่อมาก็คือเป็นเรื่องของการบริการลูกค้าที่รวดเร็ว   นอกจากนั้นก็มีการบริการลูกค้าล่วงหน้า
            เครื่องจักรก่อสร้างที่นำเข้ามาจะมีความโดดเด่น ในเรื่องของเราจะติด ระบบเชื่อมโครงข่าย ที่เรียกว่า
Life Link จะมีระบบติดตาม GPS ทุกเครื่อง ซึ่งตัวนี้จะเป็นสิ่งที่สำคัญประการหนึ่งที่จะเชื่อมโยงระหว่างตัวบริษัทผู้จัดจำหน่ายเอง กับช่างซ่อมบำรุง ทั้งเจ้าของ และผู้ใช้งาน เข้าด้วยกัน
 ด้วยระบบระบบดิจิตอล  ทำผู้จำหน่ายหรือฝ่ายบริการ ทราบได้ทันที หรือทราบล่วงหน้าได้ว่าเครื่องจักรแต่ละตัว ขณะใช้งานมีสถานะเป็นอย่างไร  ทำงานไปแล้วกี่ชั่วโมง ระดับความร้อนขึ้นเท่าไหร่ และอีกนานแค่ไหน จะเวลาเท่าไหร่ที่ทางช่างจะต้องเข้าไปเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ให้กับเครื่องจักรนั้น   ซึ่งเป็นการบริการที่ไม่ต้องให้ลูกค้าโทรมาหาเรา แต่เราจะรู้ และก็ไปหา และบริการลูกค้าเอง  นี้คือจุดเด่นของเรา ที่ทางศูนย์จะทำการเช็คให้กับลูกค้าตลอดเวลา และถ้าเกิดอาจเกิดเหตุขัดข้อง  ที่ไม่ปกติ อาจเกิดความเสียหายในตัวเครื่องจักร ระบบก็จะส่งสัญญาณมาถึงทางช่าง หรือมาถึงสำนักงานผู้จัดจำหน่ายได้ทันที โดยจะปรากฏขึ้นที่หน้าจอคอมพิวเตอร์  หรือหน้าจอของ Smartphone เลย และความเคลื่อนไหวนี้ บริษัทแม่ที่อังกฤษ ก็จะทราบด้วย ระบบนี้เป็นระบบที่จำลองมาจากโรงงานที่อังกฤษเลย ดังนั้นรับรองว่าผู้ใช้งาน ในบริการของเราต้องมั่นใจแน่นอน เพราะมีผู้ช่วยดูแลเครื่องจักรทั้งสองด้านเลย ทั้งผู้ผลิตเอง และผู้แทนจัดจำหน่ายด้วย
            โดยเฉพาะ ถ้าในขณะทำงานเครื่องจักร เกิดมี Error หรือมีปัญหา ระบบก็จะส่งข้อมูลทันที  ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย  รวมทั้งผู้รับเหมา ก็จะทราบทันที และช่างบริการที่อยู่ใกล้ที่สุด ก็จะเข้าไปบริการทันที นับว่าเป็นระบบที่ช่วยให้ผู้ประกอบการทำงานมีความสะดวกสบายมากขึ้น เพราะว่ามีผู้ให้บริการคอยตรวจสอบเครื่องจักร ให้ได้ใช้งานอยู่ตลอดเวลา และอย่างต่อเนื่อง   เท่านั้นยังไม่พอระบบนี้จะตรวจสอบล่วงหน้าได้ด้วยว่าเครื่องจักรกำลังมีปัญหาในอีกกี่ชั่วโมง  ก่อนที่ผู้ใช้งานจะรู้ด้วยซ้ำ 


             นอกจากนั้นเครื่องจักรก่อสร้างของบริษัท ก็ยังมีระบบติดตามตัว เราจะทราบได้ทันทีว่าเครื่องจักรเครื่องนั้น ใช้งานอยู่ในบริเวณพื้นที่ใด  เมื่อลูกค้ามีปัญหา ลูกค้าโทรมาแจ้ง ทีมช่างก็ทราบพิกัดทันทีและสามารถทราบได้ทันทีว่าเราจะไปถึงลูกค้าได้ภายในกี่นาที   นอกจากนั้นทางผู้จัดจำหน่าย เปิดบริการให้กับผู้รับเหมาก่อสร้าง เรามีศูนย์
Call Center เป็นศูนย์กลางรอรับบริการ ลูกค้าที่ใช้เครื่องจักร ที่มีปัญหาสามารถติดต่อ และแจ้งข้อมูลได้ตลอดเวลา
            คุณทอม คอร์เนล (Mr.Tom Cornel)   ได้กล่าวเพิ่มว่า สำหรับระบบ Line Link นั้นจะโชว์ขึ้นที่ทางคอมพิวเตอร์และก็ Smartphone  จะเป็นระบบ Real Time โชว์ขึ้นบนหน้าจอเลยว่ามีเครื่องจักรแต่ละเครื่องทำงานอยู่จุดไหนบ้าง โดยใช้ในจะโชว์หมายเลขเครื่องจักร และชื่อลูกค้าขึ้นมาเลยว่ามีใครบ้างที่กำลังใช้งานอยู่ในพื้นที่ใด  ซึ่งโปรแกรมตัวนี้ทางศูนย์บริการก็จะมีให้บริการลูกค้า และลูกค้าก็สามารถที่จะนำไปปรับและประยุกต์ใช้ในงานก่อสร้างของตนเองได้   การประยุกต์ใช้ โดยเลือกสร้างเครือข่ายกรอบใช้งานของเขาเองได้
            ผู้รับเหมาเองสามารถนำโปรแกรมตัวนี้มาสร้างขอบเขตการทำงานของเครื่องจักรและขอบเขตการทำงานของตัวเองได้  เช่น ขอบข่ายงานก่อสร้างของผู้รับเหมาอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ถ้ามีการเคลื่อนย้าย เครื่องจักรออกจากเขตจังหวัด  เราก็จะทราบได้ทันที ซึ่งบางครั้งผู้เช่าเครื่องจักรแอบนำเครื่องจักรไปใช้งานนอกพื้นที่ เราก็จะทราบได้ทันที เช่นกัน

มองตลาดเครื่องจักรก่อสร้างในประเทศไทย อย่างไร
            ตลาดก่อสร้างในประเทศไทยนั้น เรามองว่าประเทศไทยตอนนี้มีการขยายฐานก่อสร้างเกิดขึ้นหลายโครงการ  ขณะเดียวกันเราก็มองว่า แนวคิดของผู้รับเหมาก่อสร้าง เปลี่ยนไปจากในอดีตมาก เดิมผู้รับเหมาก่อสร้างจะดูแลซ่อมแซมเครื่องจักรด้วยตัวเอง  มาถึงยุคนี้ การซ่อมเครื่องจักร เริ่มไม่นิยม จะนิยมใช้บริการ จากผู้ให้บริการซ่อมแซมโดยตรง   จากจุดนี้จึงเป็นช่องว่างที่จะทำให้เราเข้าไปบริการที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับผู้รับเหมาก่อสร้าง  หมายความว่าผู้รับเหมาก่อสร้างใช้เครื่องจักรก่อสร้างอย่างเดียว ไม่ต้องกังวลเรื่องการซ่อมแซมใด ๆ  ทั้งสิ้น  ทางจัดจำหน่าย หรือทาง DKSH เราจะเป็นผู้ให้บริการเอง หมายความว่า ผู้รับเหมาจะมีความสะดวก สบายมากขึ้น คล่องตัวในการทำงานมากขึ้น  ซึ่งตรงกับคำว่าประเทศไทย 4.0  ที่นำระบบดิจิตอลจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในวงการก่อสร้าง 
            เท่านั้นยังไม่พอระบบนี้ ยังสามารถตรวจสอบความเคลื่อนไหวของเครื่องจักรได้ทุกสถานที่บนมือถือ  นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่เตรียมความพร้อมสำหรับวงการก่อสร้าง  ที่ผมคิดว่าเป็นระบบที่ทันสมัยที่สุดของยุคนี้ก็ว่าได้ ลักษณะของการบริการล่วงหน้านี้ก็จะเป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกได้ดีมาก ยกตัวอย่างเช่น ผู้รับเหมาก่อสร้าง เมื่อทำการก่อสร้างเสร็จที่ไซต์งานหนึ่งแล้ว  ก็จะต้องเคลื่อนย้ายเครื่องจักรไปยังสถานที่ก่อสร้างแห่งใหม่  เราจะทราบทันทีจาก
Life Link ว่าได้ย้ายไปยังจุดใด   ทางผู้ให้การบริการจะทราบได้ทันที โดยระบบอัตโนมัติ แล้วเราจะเตรียมความพร้อมการให้บริการ โดยช่างและทีมงานก็เตรียมรองรับไว้เรียบร้อย นับว่าเป็นวิธีการบริการลูกค้าอย่างต่อเนื่อง


ทาง  JCB นะปัจจุบันมีเครื่องจักรกลก่อสร้างที่โดดเด่น และกำลังได้รับความนิยม ที่จะมานำเสนอให้แก่ผู้รับเหมาก่อสร้างในประเทศไทย
            สรุปผลิตภัณฑ์ก่อสร้างในไทย ยอดจำหน่ายของเรา รถขุดแบบตักหน้าขุดหลัง มี 55 เปอร์เซ็นต์  รถขุดแบบเล็กที่เรียกว่าMini มี 15 เปอร์เซ็นต์ ส่วน 16 เปอร์เซ็นต์ เป็นรถตัก ถ้าถามว่ามีผลิตภัณฑ์อะไรที่โดดเด่น ผมก็อยากตอบว่า JCB  เรามีทุกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่เหมาะกับการทำงานแต่ละท้องถิ่น  แต่ถ้าเป็นตลาดก่อสร้างในประเทศไทยผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น  และเป็นผลิตภัณฑ์ที่เราภาคภูมิใจก็ เป็นรถ ก่อสร้าง ที่เรียกกันว่า รถตักหน้า ขุดหลัง  ภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่า Black Corode Coronar




            ผมมองว่าตลาดก่อสร้างในเมืองไทยกำลังจะเปลี่ยนไป การใช้เครื่องจักรก่อสร้างจะเปลี่ยนจากใช้นอกเมืองมาเป็นการใช้ในเมืองมากขึ้น การก่อสร้างในเมืองจะต้องเป็นรถเครื่องจักรที่ขนาดเล็ก มีความ คล่องตัวสูง ไม่ใหญ่มาก รถประเภทตักหน้า ขุดหลัง จะน่าจะตอบโจทย์การทำงานประเภทนี้ได้ดี
            นอกจากนั้นผมยังมองว่า  การก่อสร้างในเมืองไทยในอนาคต จะต้องนิยมรถก่อสร้างขนาดเล็กที่เป็นอเนกประสงค์ คือเป็นรถประเภทที่สามารถใช้งานได้หลากหลาย   และเราก็จะสร้างจัดแข็ง ให้ความสำคัญในเรื่องของการให้บริการกับลูกค้า ทั้งหลังการขาย และการให้บริการล่วงหน้า สิ่งที่โดดเด่นของเราอีกอย่างคือคลังอะไหล่ที่พร้อมให้บริการ   ประการต่อมาเรายังเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าก่อสร้างในเมืองไทยว่าผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอนั้น ต้องได้ได้สัมผัสก่อน  จึงจะเกิดความมั่นใจและตัดสินใจว่าผลิตภัณฑ์เครื่องนี้เหมาะสมกับเขาหรือไม่ และทาง JCB ก็พยายามสนองตอบ ตามความต้องการนี้ 
            คุณทอม ยังเล่าต่ออีกว่า เครื่องจักรในการก่อสร้างในตลาดของไทยนอ  นอกจากจะเล็กคล่องตัว ใช้ทำงานในเมืองได้ดี แล้วยังสามารถที่จะต่อพ่วงได้หรือภาษาไทยเราเรียกว่า บุ๊งกี๋ ที่จะทำให้เครื่องนั้นมีความเป็นเอนกประสงค์มากขึ้น   ผู้ประกอบการก่อสร้างในประเทศไทยที่จะซื้อเครื่องจักรก่อสร้าง นั้นจะต้องทำให้เขาคืนทุนเร็ว  เครื่องจักรที่ซื้อมาต้องเป็นอเนกประสงค์ ประยุกต์ใช้งานได้ดี  นี้คือกลยุทธ์หรือแนวทางการตลาดที่ทาง JBC จะเจาะตลาดในประเทศไทย นอกจากนั้น เราก็จะมีการให้บริการที่ดี เร็ว ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องเป็นที่ปรึกษาในทุกเรื่องเกี่ยวกับเครื่องจักรกล ที่เราจำหน่ายให้กับลูกค้า และคอยเป็นเพื่อนคอยให้คำปรึกษา และแก้ปัญหาให้เขา รวมทั้งทำให้เขาเข้าใจว่าเรา เป็นหุ้นส่วนธุรกิจด้วยกันเพื่อสร้างความไว้วางใจ ไม่ใช่ลักษณะของการเป็นแค่ลูกค้ากับผู้จำหน่าย เหมือนกับการทำตลาดในอดีต

  คุณ จารึก มีขันทอง รองประธานอำนวยการหน่วยธุรกิจเทคโนโลยี ประเทศไทย
บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวเพิ่มเติว่า 

1.เรื่องไทยแลนด์ 4.0 ของทางนโยบายภาครัฐมีผลต่อการทำธุรกิจเครื่องจักรหนักอย่างไรบ้าง
ตอบ      อุตสาหกรรมเครื่องจักรหนักทั้งทางด้านผู้ใช้และผู้ผลิตเองต่างก็ต้องมุ่งพัฒนาไปยังทิศทางในการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น และประเทศไทยเองก็จะปรับตัวพัฒนาไปในทางนี้อย่างแน่นอนเพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพมีคุณภาพ ง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น เช่น การพัฒนาระบบ LIVELINK ของ เจซีบี ซึ่งมีติดตั้งภายในเครื่องจักรของ เจซีบี นั้นมีความสามารถในการตรวจวัดชั่วโมง เวลาการทำงาน ตรวจสอบจุดเสียพร้อมแจ้งซ่อมไปยังผู้ผลิต แจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาการทำ Preventive maintenance แจ้งเตือนเมื่อเครื่องจักรถูกนำออกจากพื้นที่ปฎิบัติงาน และอื่นๆอีกมากมาย ทั้งหมดนี้สามารถตรวจสอบได้ง่ายๆด้วย โทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์

2.อีก 5 ปีจากนี้อุตสาหกรรมเครื่องจักรหนักของไทยจะไปในทิศทางไหน ทิศทางเครื่องจักรจะมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือเล็กลง

ตอบ      ด้วยนโยบายของรัฐที่มีการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาชุมชนในแง่ต่างๆ ทั้งโครงการที่มีขนาดใหญ่และขนาดเล็กก็มีให้เห็นกันเรื่อยๆ เป็นสิ่งที่ยืนยันชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสนใจ และตั้งใจในการพัฒนาและลงทุนด้านนี้อย่างแท้จริง ทางฝั่งเอกชนเองก็เติบโตมากขึ้นไปในแนวโน้มเดียวกัน ทาง ดีเคเอสเอช มองเห็นในจุดนี้และมั่นใจว่าเทคโนโลยีของเราสามารถตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้ได้อย่างแน่นอน เราจึงตั้งเป้าว่าจะสามารถมีส่วนแบ่งตลาดอุตสาหกรรมนี้ 10% ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า 

วันเสาร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2560

สตาร์ทอัพ พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย 4.0


สตาร์ทอัพ พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย 4.0

            หลายประเทศในโลกต่างก็พยามยามพัฒนาตัวเองเพื่อขับเคลื่อนประเทศของตัวเองไปสู่ความเจริญ ความมั่งคั่ง และความเข้มแข็งทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งหมดนี้เป็นความหมายของการที่ประชาชนภายในประเทศมีความอุดมสมบูรณ์ ไม่ขัดสนในการดำรงชีวิต  ประชาชนมีรายได้ดี เพียงพอต่อการนำมาเพิ่มคุณภาพชีวิตของตนเอง สามารถเป็นที่เพิ่งพิงของบุคคลอื่นได้ โดยจะมีการคิดค้น และพัฒนาเทคนิค องค์ความรู้ และผลิตสิ่งใหม่ ออกมาเพื่อหวังจะให้มาช่วยในการสร้างความสุข ความสำเร็จให้กับมนุษย์ได้ ประเทศไทยก็เช่นเดิมกัน ผู้ที่มีหน้าที่ในการบริหารประเทศ ย่อมจะต้องมองหาโอกาส และแสวงหา ช่องทาง  และเดินตามเส้นทางที่พิจารณาแล้วว่า จะสามารถนำพาพัฒนาประเทศ ไปสู่ความอุดมสมบูรณ์ ของประชาชนในชาติได้   ประเทศไทยก็เช่นเดียวกันผู้นำรัฐบาล และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังเดินเครื่องอย่างเต็มแรงที่จะพยายามนำ เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่าง ๆ  มาสู่ขึ้นตอนปฏิบัติเพื่อพัฒนาประเทศ ซึ่งในยุคนี้แม่ทัพที่นำขบวนทางด้านเศรษฐกิจ  คือ ดร. สมคิด  จาตุศรีพิทักษ์ ได้กล่าว ได้พูดถึงนโยบายที่ภาครัฐ กำลังเร่งดำเนินการ ขับเคลื่อนประเทศ ไทยให้หลุดพ้นความยากจน  ในงาน สัมนา เรื่อง  สตาร์ทอัพ พลิกโฉม เศรษฐกิจไทย 4.0  อย่างน่าสนใจว่า
            เมื่อหลายปีก่อนผมเคยเรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีว่าเราน่าจะมีการจัดงาน Start Up พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยขึ้นสักครั้ง เพราะผมมองว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งในปัจจุบันนี้เรามี Start Up (ธุรกิจ SME)ของประเทศกระจายไปทั่วทุกจังหวัดซึ่งก็น่าจะถึงเวลาที่เราจะทำการรื้อฟื้น ระบบ Startup ขึ้นมาทำให้คนรุ่นใหม่ทั้งประเทศเกิดการตื่นตัวขึ้นมาว่าถึงเวลาที่พวกเราจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงมาช่วยกันเป็นกำลังในการสร้างแรงขับเคลื่อนให้ประเทศเดินไปข้างหน้า  เมื่อหลายปีที่ผ่านมาผมพยายามที่จะบอกกับสังคมไทยว่า ประเทศเราไม่ได้ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียงตัวเดียว  การจะทำให้ประเทศเจริญไปข้างหน้าได้นั้น เราจะต้องเป็นประเทศที่ประกอบไปด้วยเครื่องยนต์หลายตัว หรือต้องมีผู้ประกอบการจำนวนมาก  เป็นผู้ประกอบการต้องมาจากหลากหลายธุรกิจ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่มีความคล่องตัวมีความสามารถเข้าใจโลกทันโลกน่าจะเป็นแรงผลักให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้เร็ว  ผมมีโอกาสได้เข้าไปทำงานในมหาวิทยาลัยในช่วงหนึ่ง  และก็ได้พยายามมที่จะให้มหาวิทยาลัยเกิดการเปลี่ยนแปลงในความคิด  ไปแนวทางปฏิบัติ 



            สิ่งเหล่านี้สามารถเพิ่มเปลี่ยนหรือกำหนดไว้ในหลักสูตรเปลี่ยนวิธีการในการเรียนการสอนได้  เพื่อสร้างอนาคตใหม่กับสิ่งเหล่านี้ล่วงหน้า และก็ได้ทำความเข้าใจกับผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษาให้ปรับเปลี่ยนวิธีคิด ยอมรับแนวทางใหม่ๆกับการเปลี่ยนแปลงของโลก  โดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ท่านก็เข้าใจในเรื่องนี้ดี เพราะว่ากระทรวงท่านเป็นกระทรวงเล็ก แต่บุคคลากรนั้นไม่เล็ก มีบุคลากรในกระทรวงนี้มีค่าระดับมันสมองมหาศาลในกระทรวงวิทยาศาสตร์ มีผู้ที่เป็นดอกเตอร์ 800 กว่าคนที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกมากมาย แต่ไม่มีใครสักคนที่จะหันมาสนใจกระทรวงวิทยาศาสตร์ในช่วงนั้น ไม่มีข่าวเกี่ยวกับกระทรวงวิทยาศาสตร์เลย  นักข่าวก็ไม่สนใจนักการเมืองก็ไม่ค่อยสนใจจนกระทั่งวันหนึ่งผมตัดสินใจไปเยี่ยมท่านที่กระทรวงฯ วันนั้นนักข่าวตามผมไปมากกระทรวงวิทยาศาสตร์เริ่มตื่นตัวตั้งแต่วันนั้นและวันนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์เริ่มเป็นที่รู้จักของสังคมมากขึ้นคนรุ่นใหม่รู้จักกระทรวงวิทยาศาสตร์มากขึ้น  และในอนาคตผมก็อยากให้เด็กไทยเดินบนเส้นทางวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้นเช่นกัน
            ซึ่งวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและเรื่อง Start Up เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างมากทั้งปัจจุบันและในอนาคตโดยเฉพาะประเทศไทยในช่วงนี้หลายคนก็คงได้ยิน และมีผู้พูดถึงกันบ่อยๆในเรื่องของคำว่า Start Up ประเทศไทย 4.0   จริงๆแล้วเป็นคำที่พูดเปรียบเปรยถึงพัฒนาการของการพัฒนาประเทศของไทยจากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่งเราคงจำกันได้ว่า ประเทศไทยยุค1.0 ก็หมายความว่าการที่เราเริ่มพัฒนาประเทศจากเกษตรกรรมมีการส่งออกสินค้าประเภทเกษตรกรรมไปยังต่างประเทศ  สมัยนั้นในตำราเรียนเราจะพูดถึงสินค้าที่ส่งออกของเรานั้นจะเป็นพวก ฝ้าย ยางพาราไม้สักดีบุกต่อมาก็มาก็ก้าวมาสู่ประเทศไทย 2.0  เริ่มเข้าสู่การพัฒนาประเทศด้วยอุตสาหกรรมซึ่งเป็นอุตสาหกรรมพึ่งพาการนำเข้า สุดท้ายก็เป็นการส่งออกเพื่อนำเงินตราเข้าสู่ประเทศ ต่อมาก็เข้าสู่ยุค 3.0 เป็นการพัฒนาสินค้าอุตสาหกรรมวิทยาการอิเล็กทรอนิกส์อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ เน้นการผลิตสินค้าด้านอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก  ซึ่งพบว่าในยุคนี้ประเทศไทยมีการพัฒนา ระบบเศรษฐกิจมีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีค่า GDPโตเป็น 10 เปอร์เซนต์เป็นการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจที่เร็วมาก ในลักษณะก้าวกระโดดในที่สุดก็เข้าสู่ยุควิกฤตทางการเงิน จนมาถึงปัจจุบันเป็นยุคของการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ปัจจุบันเศรษฐกิจประเทสไทยเริ่มมีการชะลอตัว แนวโน้มเริ่มมีปัญหาในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ  แต่ในช่วงหลังเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น  สัญญาณบวกเริ่มมี  การส่งออกเริ่มฟื้นตัว  และมีแนวโน้มว่าดีกว่าหลายประเทศในกลุ่มเพื่อนบ้านแต่ไม่ใช่ว่าเราเก่งกว่าสาเหตุก็เนื่องจากว่าเรามีสินค้าที่หลากหลาย มีอะไรอย่างที่ไม่ดีแต่ก็มีบางอย่างที่สามารถมาทดแทนกันได้ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจโลกก็กำลังชะลอตัว
            ประเทศจีนก็ลำบากเศรษฐกิจของเขาก็ไม่นิ่งเช่นกัน การที่เราประคองตัวได้ในลักษณะนี้ถือว่าเป็นความสามารถที่ประคองตัวไปได้โดยเฉพาะภาคเอกชนของเจะรามีความสามารถในการส่งออกสูงแต่ก็อย่าประมาทยังวางใจไม่ได้  การลงทุนของเราก็มีสัญญาณบวก ในลักษณะทุนนอกตอบรับ แต่เรื่องนี้ยังไม่มีเงินลงทุนจริง เพียงแต่มีสัญญาณเท่านั้น


            
ที่ผ่านมา ผู้บริหารระดับสูงของสายการบินแอร์เอเชียได้มาเข้าพบผมแล้วก็ไปพบท่านนายกรัฐมนตรีเขามาคุยว่าเขามีความเชื่อมั่นในประเทศไทยว่าจะเป็นเกตเวย์ (Gateway) เป็นจุดเชื่อมของสายการบินในภูมิภาคอาเชียนที่แท้จริง เขาเชื่อว่าไม่มีอะไรที่จะหยุดการเติบโตของอาเซียนได้อีกแล้ว  ถ้าประเทศไทยเป็นเกตเวย์ (Gateway) แน่นอนเราเป็นประตูเดียวเป็นประตูหน้าด้วย  ประเทศในกลุ่มAECจะมีการเชื่อมโยงเรื่องการท่องเที่ยวกันมากขึ้นเขาบอกว่าประเทศไทยน่าจะเป็นฮับเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวที่ดีที่สุด เขาบอกว่าเขาจะมาตั้งฐานที่เป็นสำนักงานศูนย์กลางการบินของแอร์เอเชียที่ประเทศไทยเป็นลักษณะร่วมลงทุนกับเรามากขึ้นเพื่อเตรียมรองรับการเจริญเติบโตในอนาคต เขามุ่งมั่นที่จะประยุกต์ ลงทุนในเรื่องการบินในภูมิภาคสำหรับการบริการการบินราคาต่ำเพราะเขามองว่าคนอาเซียนส่วนใหญ่แล้วเป็นชนชั้นกลางเป็นชนชั้นที่มีรายได้ไม่มากนักแต่อยากท่องเที่ยวเขาจึงต้องการสร้างความสัมพันธ์การท่องเที่ยวจากหลายหลายเมืองในอาเซียนเพื่อป้อนคนเข้ามาสู่เมืองไทยโดยร่วมมือกับสายการบินของไทยนี้คือเจตนาของผู้บริหารระดับสูงของแอร์เอเชียที่เข้ามาเจรจา  ส่วนHuawei ก็วางแผนมาตั้งออฟฟิศที่เมืองไทย แล้วสำนักงานก็เปิดตัวไปเรียบร้อยแล้วซึ่งจะเห็นว่าทุนจากต่างประเทศกำลังทยอยเข้ามาในเมืองไทยมากขึ้น  ถ้าคนไทยไม่ทำร้ายตัวเราเองก่อน อนาคตข้างหน้าของเราน่าจะดีขึ้นอนาคตมันจะดีขึ้นก็เพราะว่าสัญญาณที่ดีภายนอกมีเข้ามา  นอกจากนั้นก็เป็นการลงทุนจากภาครัฐบาล ซึ่งในเรื่องนี้ผมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็เข้าไปเร่งรัดงานให้มีการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจให้เร่งเดินหน้าด้วยตัวเองอย่างต่อเนื่อง ส่วนโครงการดำเนินการของรถไฟแต่ละสายก็ได้เร่งรัดให้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว  ดังนั้นมูลค่าของ GDPก็น่าจะสูงขึ้น การส่งออกก็ยังน่าสนใจ  การท่องเที่ยวของประเทศก็มีมากเป็นประวัติศาสตร์ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าประเทศกำลังจะดีขึ้น  เราไม่ได้บอกว่าเศรษฐกิจดีขึ้นแต่เราบอกว่าสัญญาณมันดีขึ้นแล้ว  ผมเป็นเด็กที่เกิดในย่านเยาวราชสมัยก่อนติดไฟต้องใช้เตาถ่านยังไม่มีเตาแก๊ส  เวลาที่ไฟกำลังจะเริ่มคลุฝุ่นมันจะเริ่มติดที่ถ่าน  เมื่อไฟติดหน้าที่ของเราต้องค่อย ๆ พัด  แล้วมันจะค่อยค่อยติดแล้วก็ลุกเป็นไฟขึ้นมา นั่นมันก็คล้าย ๆ  กับเรื่องการบริหารธุรกิจ  ซึ่งในหลักการของผมเป็นแบบนี้ไม่ได้ใช้ทฤษฎีมาจากต่างประเทศ  แต่เกิดจากประสบการณ์ในการใช้ชีวิตการทำอะไรต้องค่อยเป็นค่อยไปถ้าเราพัดแรงไปขี้ไต้ดับแน่นอน  พัดเบาไปไฟก็ไม่ติดแต่เรื่องที่ควรระวังอย่างมาก ถ้าไฟกำลังจะติด จะมีคนรอบข้างมาช่วยเป่าหรือช่วยพัดแรง ๆ  อย่างนี้ไฟดับแน่  แต่ไม่เป็นไรกำลังใจอย่าเสียก็แล้วกัน  สัญญาณเศรษฐกิจกำลังจะดีขึ้น  ทุกคนก็อยากให้ประเทศมันดีขึ้นอยู่แล้วคนไทยเราก็ต้องช่วยกันโดยผมจะพยายามใช้เวลาที่เหลืออยู่มาวางพื้นฐานให้มันดีขึ้น  ผมเชื่อว่าในการวางพื้นฐานไว้ดีแล้วไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาบริหารประเทศก็น่าจะเดินตามวิธีการนี้  ถ้าเรามาเปรียบเทียบสถิติย้อนหลัง 15 ปีที่ผ่านมาลองมาศึกษาค่าของ GDPผมจำได้ว่าประมาณปี 2545  ถึง 2548   ประมาณ 3 ปี GDPโตประมาณ 6 -7    เปอร์เซ็นต์  ปี 2549   ถึง 2550   GDPขยับลงมาถึง 4 - 5 เปอร์เซ็นต์  หลังจากปี 2550   ขึ้น 2551 เรื่อยมาจนถึง 3 ปีสุดท้ายที่ผ่านมา ค่า GDPมาถึงประมาณ 2 .00  เปอร์เซ็นต์  ถ้าเราดูย้อนหลังค่า GDP 15 ปีย้อนหลังอย่างนี้  ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.5  ซึ่งจะมีลักษณะลดลงเรื่อย ๆ เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเพราะการเมืองผันผวนอย่างเดียวแต่เป็นเพราะว่าโครงสร้างเศรษฐกิจของเรานั้นน่าจะมีปัญหาข้อสังเกตข้อนี้ก็เป็นข้อเตือนใจและเข้าใจได้
การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ผ่านมา โดยใช้วิธีการจำนำ ก็เป็นแนวทางการแก้ปัญหาที่ไม่ค่อยถูกทาง และก็ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้อย่างถาวร  เราจึงพยายามที่จะเริ่มต้นแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ถ้าเรามองว่าถ้าการเกษตรมีความลำบากมาก ถ้าจะนำระบบประเทศไทย 4.0 หรือระบบสตาร์ทอัพมาช่วยได้อย่างฉับพลันมันก็คงเป็นคนละเรื่องกัน  ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมในประเทศไทยมีทั้งหมด 30 ล้านคน  ถ้าใช้วิธีแก้ไขช่วยเหลือประชากรเหล่านี้โดยการทุ่มงบประมาณลงไปอย่างเดียวคงไม่พอ ขณะเดียวกันก็ต้องให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ SME ให้เขาด้วยให้เขาเรียนวิธีการดำเนินการผลิตแบบใหม่ ๆ  ถ้าเราทำได้อย่างต่อเนื่องก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ในภาคอุตสาหกรรมเราก็รู้ว่าเราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปไม่ได้ ความสามารถในการแข่งขันของเราเริ่มถดถอยการส่งออกก็เริ่มสู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ โดยเฉพาะประเทศเล็กๆอย่างสิงคโปร์เขามีความจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาตนเองเขาต้องดิ้นรนเขาต้องทำงานหนัก เพราะเขารู้ตัวว่าเป็นประเทศเล็ก ทรัพยากรมีจำกัด ถ้าเขาไม่ทำงานหนัก ไม่แข่งขันอย่างหนักเขาก็จะอยู่ไม่ได้   พวกเขาต้องทำงานหนักกว่าประเทศมาเลเซียทำงานหนักกว่าประเทศไทยเพื่อให้ประเทศของเขายืนอยู่ข้างหน้าในโลกการแข่งขันได้อย่างมีความสง่างาม  ส่วนประเทศไทยเราก็รู้ว่าในอนาคตการแข่งขันเป็นอย่างไรการส่งออกเราก็ต้องปรับตัวเองโดยนำนวัตกรรมมาปรับใช้ แล้วนวัตกรรมมาจากไหน คนไทยส่วนมากยังไม่รู้เลยว่านวัตกรรมมันคืออะไร  ซึ่งการเกิดของนวัตกรรมนั้น ประการแรกทุกภาคส่วนต้องมีส่วนช่วยเหลือกัน ก่อน ประการต่อมาต้องเริ่มต้นจากการทำวิจัย ต้องลงทุนในเรื่องเทคโนโลยีคิดค้นวิธีการใหม่ๆ   ด้วยการนำวิจัยมาเป็นจุดเริ่มต้น  ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต แต่สำหรับในประเทศไทยมีบริษัทรวมกันก็หลายหมื่น ไม่มีแม้บรัทเดียวลงทุนเรื่องการวิจัย   
จะมีกี่บริษัทที่ลงทุนเรื่องการยกระดับเทคโนโลยีการผลิตของตัวเอง แต่กลับมองว่าการลงทุนเรื่องนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นแล้วมานั่งภาวนาว่าเมื่อไหร่ค่าเงินบาทจะอ่อนลงการส่งออกจะได้ดีขึ้นแนวคิดของผู้ประกอบการไทยยังเป็นแบบนี้จึงไม่มีการพัฒนาใด ๆ เลยนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นได้จะต้องเริ่มที่การมองถึงอนาคตที่เป็นจริง ที่ผ่านการศึกษาวิจัย ผ่านกระบวนการทำงาน ในด้านพัฒนาเทคโนโลยี   การคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ  จากที่ผ่านมา 10 ปี 20 ปีผู้ประกอบการไทยมีนวัตกรรมที่เข้ามาช่วยในการผลิตสินค้าของตนเองมากน้อยแค่ไหน และที่จะสามารถนำมาแข่งขันกับชาวโลกเขาได้  ถ้าเรามองย้อนกลับอีกว่าบริษัทใหญ่ๆของไทยมีกี่บริษัทเราสามารถนับได้ทั้งประเทศมีไม่เกิน 20 บริษัท  ถ้าบริษัทใหญ่มีแค่นี้ประเทศเมืองไทยจะเติบโตได้อย่างไรจะจ้างแรงงานได้อย่างไร  ในขณะเดียวกันภาคการเกษตรของเราก็เริ่มอ่อนแอไปเรื่อยๆผู้ผลิตมีอยู่นิดเดียว ประเทศเรามีความจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องสร้างผู้ประกอบการใหม่  ในอดีตผู้ประกอบการที่เรามีอยู่ก็คือผู้ประกอบการSME
            เมื่อ 15 ปีที่ผ่านมามีพรรคการเมืองภาคหนึ่ง มีแนวคิดในการสร้าง SME ให้เข้มแข็งให้สามารถยืนอยู่บนขาของตัวเองได้  ทำให้เกิดแนวคิดขึ้นมาที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้  ด้วยพื้นฐานของทักษะความรู้ความสามารถของตัวเองมีความคิดเป็นของตัวเองไม่ว่าจะเป็นการผลิต  การจัดจำหน่าย ซึ่งในช่วงนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะมาช่วยพัฒนาธุรกิจเล็กๆเหล่านั้นได้   แต่มาถึงปัจจุบันเทคโนโลยีมีการพัฒนามาก และมีหลายอย่างที่สามารถนำมาประยุกต์ นำเข้ามาช่วยเป็นตัวสนับสนุน และส่งเสริมธุรกิจเหล่านี้ได้  เรากำลังจะลงทุน SMEทั่วประเทศ  โดยมีงบประมาณแน่นอนที่จะลงทุนไปหมื่นกว่าล้านบาท  ผมเคยถามผู้บริหารกระทรวงไอทีซี หรือกระทรวงดิจิทัลว่า  อีก 5 ปีข้างหน้าจะมีงบลงทุนเท่าไหร่ ก็ได้รับคำตอบว่ามีประมาณเป็นแสนล้านบาท เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราต้องมีเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กัน  จะสร้างเครื่องยนต์ให้เกิดขึ้น หลาย ๆ ตัวไม่ใช่มีแค่ 20 ตัว  แต่จะให้เกิดขึ้นเป็นร้อยเป็นพันและหลายหลายหมื่นตัวแล้วก็วิ่งขับเคลื่อนประเทศไปพร้อม ๆ กันนี้คือวิธีการสร้าง Start Up ประเทศไทย  นี้คือเป้าหมายที่เราจะต้องสร้างจุดนี้ให้เกิดขึ้นให้ได้ เราจะต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนในการที่จะเดินไปข้างหน้าให้พร้อม สิ่งสำคัญที่สุดในจุดเริ่มต้น คือแนวคิด เราต้องเปลี่ยนแนวคิด
คำว่า Start Up ของเมืองไทย อย่าให้มันเป็นแค่คำขวัญ  และของเราไม่เหมือนกับประเทศอื่น การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้จากต่างประเทศก็เช่นกัน เราก็มาประยุกต์ให้เหมาะกับเราStart Up ของก็เราไม่ใช่แบบประเทศสิงคโปร์  แท้จริงแล้วเราคือ เรามีองค์ประกอบหลายอย่าง เรามีทั้งภาคการเกษตร   อาหารการท่องเที่ยว มีสารพัดอย่างที่ประเทศอื่นเขาไม่มี   กรอบพัฒนาไปสู่ความเข้มแข็งของประเทศเรามีมากมายมหาศาลถ้าเราสามารถสร้าง Start Up ทางด้านการเกษตร การท่องเที่ยวด้านการโรงแรมการบริการ  โลจิสติกส์ซึ่งทั้งหมดนี้เราต้องสร้างขึ้นมา การที่เราจะเข้ามาในธุรกิจได้ผู้ประกอบการต้องมีความคิดสร้างสรรค์  ซึ่งจุดเด่นของเรามีมากกว่าประเทศอื่นก็คือความหลากหลายของธุรกิจเรามี อุตสาหกรรมการเกษตร ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายฐานที่แท้จริงของเรา  และพื้นฐานเหล่านี้เราจะนำเทคโนโลยีเข้าไปเสริมถ้าเราพูดถึงคำว่าการทำการเกษตรเมื่อมาถึงจุดนี้แล้วคง ไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปนั่งปลูกข้าวด้วยแรงงานเหมือนในอดีต  แต่เราจะนำเทคโนโลยีเข้ามาปฏิวัติ  มาพัฒนาการเกษตร มาสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าการเกษตร  การผลิตพันธุ์พืชใหม่ๆการส่งออกโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย   สามารถส่งขาย และส่งออกไปทั่วโลก  นี้คือเป้าหมายในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงแนวทางการเกษตรยุคใหม่ ลองนึกภาพดูว่าถ้าคนหนุ่มสาวยุคใหม่ของเรามีแนวความคิดมีสมอง เริ่มเข้าใจ สนใจออกไปทำภาคการเกษตร  มองหาช่องทางการตลาดอาหารใหม่ ๆ  นำเทคโนโลยีมาช่วยแปรรูปสินค้าการเกษตร  ติดต่อค้าขายทางสินค้า ทาง E - Commerce   เริ่มจากธุรกิจเล็กๆ แล้วค่อยๆเติบโต เราต้องมองหาจุดเด่นของเรามาพัฒนา มาสร้างมูลค่า  ถามว่าประเทศอื่นมีเหมือนเราไหม  ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซียมีไหม  นี้คือความโดดเด่นที่เรามีมากกว่า  
            โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสนใจว่าน่าจะเข้าไปช่วยผู้ประกอบการที่เป็นธุรกิจเล็กๆให้สามารถเติบโตได้ด้วยตัวเอง ยกตัวอย่างธุรกิจที่หลากหลายที่จัดจำหน่ายอยู่ในตลาดสวนจตุจักร  ซึ่งเขาทำธุรกิจเล็กๆเริ่มต้นผลิตสินค้าด้วยตัวเองมีแนวคิดมีทักษะมีความสาสารถ รอบรู้ในผลิตภัณฑ์ของตัวเองโดยเฉพาะสินค้าทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ  ควรจะส่งเสริมให้เขามีเงินทุนสามารถพัฒนาสินค้า แล้วส่งออกไปยังต่างประเทศได้  คำว่าStart Up ในความหมายที่เรากำลังพูดถึงคือสิ่งเหล่านี้
            ถ้าเราทำได้อย่างนี้ในอนาคตก็มั่นใจได้ว่าธุรกิจในบ้านเราจะเติบโตได้มาก เพราะเด็กรุ่นใหม่ของเราเก่ง มีความรู้มีทักษะมีแนวความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาปรับปรุงสินค้าของตัวเองอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เขาขาดคือไม่มีใครเข้าไปสนับสนุนให้เติบโต  นี้คือสิ่งที่ประเทศเรามีที่เหนือกว่าประเทศอื่นเราต้องกลับมามอง เพื่อพัฒนาสิ่งที่โดดเด่นของเราให้เติบโตได้มากขึ้น จากธุรกิจSME เล็กๆเหล่านี้พยายามให้เขาเดินได้ ธูรกิจเติบโต จนสามารถแข่งขันได้อย่างถาวร นี้คือความหมาย คำว่า Start Upของไทย

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันพุธที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

“ออริจิ้น” เปิดตัว Notting Hill Skyscraper Central Rattanathibet

“ออริจิ้น” เปิดตัว Notting Hill Skyscraper Central Rattanathibet
ชูจุดขาย “ซูเปอร์ฟาซิลิตี้” สู้ศึกทำเลสายสีม่วง





ออริจิ้น จับมือนักปั้นแบรนด์อสังหาฯมือทอง “ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์” เปิดตัวโครงการใหม่ “นอตติ้ง ฮิลล์ สกายสแครปเปอร์ เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์” มูลค่าโครงการ 2,500 ล้านบาท ชูจุดขาย “Reach A New High” ตึกสูงสุดในย่าน-เพดานสูง 3 เมตร-ทำเลโดดเด่นติดถนนใหญ่ พร้อมส่วนกลางแบบ “ซูเปอร์ฟาซิลิตี้” และบริการแบบ “นิว บูทีค โฮเทล เซอร์วิส” มั่นใจแกร่งสู้ศึกดีมานด์รถไฟฟ้าสายสีม่วง เปิดวีไอพีพรีเซล 17 มิ.ย.นี้ ราคาเริ่มต้น 1.49 ล้านบาท



นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ ไนท์บริดจ์ (Knightsbridge), นอตติ้ง ฮิลล์ (Notting Hill), และเคนซิงตัน (Kensington) กล่าวว่า บริษัทได้ร่วมกับนายยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ นักปั้นแบรนด์อสังหาริมทรัพย์มือทอง ผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอดในธุรกิจคอนโดมิเนียม พัฒนาโครงการใหม่ภายใต้ชื่อ นอตติ้ง ฮิลล์ สกายสแครปเปอร์ เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์ (Notting Hill Skyscraper Central Rattanathibet) เป็นคอนโดมิเนียม High-rise สูง 48 ชั้น 1 อาคาร และอาคารรีเทลสูง 2 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 1,097 ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,500 ล้านบาท ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ บนถนน
รัตนาธิเบศร์ ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าแยกนนทบุรี
1 เพียง 250 เมตร

“ทำเลรัตนาธิเบศร์ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่เปิดใช้บริการแล้ว มีถนนที่กว้าง หลายช่องทางจราจร  เดินทางเข้า-ออกเมืองสะดวกด้วยทางด่วน อีกทั้งยังมีห้างสรรพสินค้าชั้นนำหลายแห่ง ที่ดินแปลงนี้จึงนับว่าเป็นทำเลทองที่มีความโดดเด่นมากที่สุดแห่งนึง เพราะติดถนนใหญ่ ใกล้สถานีรถไฟฟ้า ซึ่งการเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง บางซื่อ และสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่ บางซื่อ สามารถเปิดเดินรถเชื่อมต่อให้บริการประชาชนได้ในเดือนสิงหาคมนี้ นอกจากนี้ยังใกล้ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และใกล้ทางขึ้น-ลงทางด่วน เราจึงอยากพัฒนาโครงการที่โดดเด่นที่สุด ให้สมกับเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของถนนรัตนาธิเบศร์ คุณยงยุทธจึงเป็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับโครงการนี้ การจับมือกับคุณยงยุทธในครั้งนี้ เป็นการจับมือกันพัฒนาด้วยความมุ่งมั่นที่จะ
Reach A New High หรือสร้างสถิติใหม่ๆ ที่เป็นความพิเศษสำหรับผู้อยู่อาศัย ขณะเดียวกันก็สร้างมิติใหม่ให้กับโครงการภายใต้แบรนด์นอตติ้ง ฮิลล์ โดยโครงการนี้จะเป็นเสมือนนิว นอตติ้ง ฮิลล์ ที่มีกลิ่นอายบางอย่างที่แตกต่างจากนอตติ้ง ฮิลล์โครงการอื่นๆ” นายพีระพงศ์ กล่าว



ด้านนายยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ กล่าวว่า ได้รับเกียรติจากทางบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ให้เข้ามา ทำงานในฐานะที่ปรึกษาแนวคิดการพัฒนาโครงการ ตลอดจนงานบริหารทั้งด้านการตลาดและการขาย ให้แก่โครงการนอตติ้ง ฮิลล์ สกายสแครปเปอร์ เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์ โดยมุ่งมั่นให้โครงการนี้ เป็นโครงการที่สร้าง ปรากฏการณ์ใหม่ และยกระดับขึ้นไปสู่มาตรฐานใหม่ของการอยู่อาศัย

สำหรับคอนเซ็ปต์ Reach A New High ของโครงการนอตติ้ง ฮิลล์ สกายสแครปเปอร์ เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์ เกิดขึ้นจากการศึกษาตลาดคอนโดมิเนียมช่วงราคา 1.5 ล้านบาท จนถึง 2 ล้านบาทกว่า โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายช่วงอายุ 25 – 35 ปี ที่เป็นคนรุ่นใหม่ มีธุรกิจของตนเองหรือทำงานอิสระ และให้ความสำคัญกับการออกแบบไม่น้อยไปกว่าฟังก์ชันการใช้งาน

New High ในที่นี้หมายถึงสถิติใหม่ มาตรฐานใหม่ ของใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีในคอนโดมิเนียมระดับราคานี้มาก่อน แต่ที่นี่มีให้ครบ” นายยงยุทธกล่าวพร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า

-          อันดับแรกคือสถาปนิก เราได้ร่วมงานกับบริษัทอะตอม ดีไซน์ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น บริษัทออกแบบ แถวหน้าระดับประเทศ ซึ่งโดดเด่นเป็นอย่างมากในเวลานี้ ทำให้เราได้อาคารที่โดดเด่นที่สุดบนถนนรัตนาธิเบศร์ ด้วยรูปทรง Y-Shape สถาปัตยกรรมแนวคิดใหม่ที่ขยายมุมอับเปิดรับมุมมองที่กว้างกว่าเดิม ทำให้แต่ละห้องสามารถมองเห็นวิวได้โดยไม่บดบังทัศนียภาพกันเอง และยิ่งโดดเด่นขึ้นไปอีก ด้วยโทนสีเบอร์กันดี เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในที่อยู่อาศัยให้กับลูกค้า และเป็นแลนด์มาร์คที่โดดเด่นที่สุดแห่งใหม่บนถนนรัตนาธิเบศร์ 
-          ถัดมา คือเพดานสูง 3 เมตรทุกห้อง ในประเทศไทยมีคอนโดมิเนียมเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่ให้เพดานสูงถึง เมตร และในคอนโดมิเนียมราคา 7- 8 หมื่นบาทต่อตารางเมตรนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  ลูกค้าจะสามารถสัมผัสกับความโปร่ง โล่ง สบาย ที่หรูหรา และแตกต่างได้อย่างชัดเจนที่นี่
-          Fully-Furnished ตกแต่งครบด้วยเฟอร์นิเจอร์แพ็คเกจที่ถูกออกแบบโดยนักออกแบบ Interior ชั้นแนวหน้า อย่างลงตัวกับพื้นที่ ทั้งการใช้งานและความสวยงาม คุ้มค่าสำหรับผู้ซื้อ
-          สิ่งอำนวยความสะดวกแบบ Super Facilities ที่เหนือกว่า และมากกว่าใคร ตามแนวคิด Another Home ที่เพิ่มพื้นที่พิเศษให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายเสมือนบ้านอีกหลังหนึ่ง สร้างมิติใหม่ในการอยู่อาศัย ให้ผู้บริโภคสามารถไปใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ส่วนกลางของอาคารได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในห้องของตัวเอง โดยมีพื้นที่ส่วนกลางถึง 4 ชั้น ที่ชั้น 1, 8, 9 และชั้นดาดฟ้า ซึ่งประกอบด้วย
o   สระว่ายน้ำระบบเกลือแนวคิดใหม่ที่ออกแบบเป็นทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 20 เมตร สะดวกทั้งว่ายเพื่อออกกำลังกายและผ่อนคลายด้วยระบบ Bubble และ Jacuzzi
o   ห้องอาบน้ำ และห้อง Locker Room ส่วนกลาง พร้อมอุปกรณ์ครบครันที่ลูกค้าสามารถมาใช้บริการได้
o   ห้องซาวน่า เพื่อคนรักสุขภาพและการผ่อนคลาย
o   Fitness Centre พร้อมอุปกรณ์ออกกำลังกายชั้นนำ, พื้นที่เล่นโยคะ พิลาทิส และ Fitness Trainer ประจำห้องออกกำลังกาย ให้ลูกค้าได้ใช้บริการคุณภาพโดยไม่ต้องไปสมัคร Fitness Member ที่ไหน
o   Co-Working Space และ Meeting Room พร้อมอุปกรณ์สำนักงานครบครัน
o   Kids Space พื้นที่เล่นและเรียนรู้สำหรับเด็ก ซึ่งมีทั้งโซน Indoor และ Outdoor พร้อมอุปกรณ์และ เครื่องเล่นครบครัน
o   Entertainment Room ห้องนั่งเล่นส่วนกลางที่มีอุปกรณ์ครบครัน
o   Co-Kitchen บริเวณจัดเตรียมอาหารและรับประทานอาหารส่วนกลางพร้อมอุปกรณ์ครบครัน
o   Barbecue Terrace ระเบียงสังสรรค์ลอยฟ้า พร้อมบาร์บีคิวสเตชั่น ที่เปิดรับวิวเมืองในมุมกว้าง
o   Sky Lounge พร้อมมุมจัดเตรียมอาหารให้บรรยากาศการสังสรรค์ของคุณโดดเด่นไม่เหมือนใคร
-          การให้บริการก็เป็นอีกจุดเด่นหนึ่งของโครงการนี้ ซึ่งดูแลโดย บริษัท พรีโม พร็อพเพอร์ตี้ โซลูชั่น ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้เอง ทำให้มั่นใจในคุณภาพได้เป็นอย่างดี ทั้งเรื่องการดูแลหลังการขาย รวมถึงเรื่องการให้บริการในคอนโดมิเนียม ซึ่งโครงการนี้ก็ได้เพิ่มเติมบริการพิเศษมาตรฐานโรงแรมบูทีคขึ้นมา เช่นบริการทำความสะอาดในห้องพักสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ฟรี 1 ปี และบริการ Door Man Service บริเวณล็อบบี้



“จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นแล้วว่าโครงการนอตติ้ง ฮิลล์ สกายสแครปเปอร์ เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์ จะอยู่สบาย ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว ให้ความรู้สึกโอ่อ่า และคุ้มค่ากว่าโครงการอื่นๆ ในราคาที่ผู้อยู่อาศัยสามารถเข้าถึงได้ เริ่มต้นเพียง 1.49 ล้านบาทเท่านั้น” นายยงยุทธกล่าว

ด้านนายพีระพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทมั่นใจว่าโครงการนี้จะตอบโจทย์ผู้บริโภค เพราะมีจุดขายทั้งด้านทำเล รูปแบบอาคาร ความสูงเพดาน ซูเปอร์ฟาซิลิตี้ และการบริการระดับโรงแรม อีกทั้งยังมีบทพิสูจน์มาแล้วว่า โครงการของบริษัทบนทำเลรถไฟฟ้าสายสีม่วง มียอดขายได้มากกว่า 60-70% เพราะเน้นเจาะตลาดผู้ที่อาศัยอยู่ในทำเลนั้นๆ อยู่แล้ว ไม่ใช่ตลาดผู้ซื้อเพื่อปล่อยเช่า

โครงการนอตติ้ง ฮิลล์ สกายสแครปเปอร์ เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์ ตั้งอยู่บนทำเลโดดเด่นบนถนนรัตนาธิเบศร์ ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าแยกนนทบุรี 1 เพียง 250 เมตร, เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์ 600 เมตร, และเพียง 5 กิโลเมตร จากทางขึ้นทางด่วนศรีรัช ภายในอาคารประกอบด้วยห้อง 3 ขนาด ได้แก่
-          ขนาด 24 ตร.ม. 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ
-          ขนาด 30 ตร.ม. 1 ห้องนอนพลัส 1 ห้องน้ำ
-          ขนาด 35 ตร.ม. 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ
ทุกห้องตกแต่งแบบ Fully-Furnished พร้อมฟังก์ชันและดีไซน์ที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัย

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8 หมื่นบาท/ตร.ม. ราคาเริ่มต้นที่ 1.49 ล้านบาท เปิดขายวีไอพี
พรีเซล ณ สำนักงานขายโครงการในวันที่ 17 มิ.ย.นี้ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างช่วงกลางปีนี้ และแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2562
ปัจจุบันเปิดรับลงทะเบียนแล้วที่ www.origin.co.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 02 157 4730